หัวข้อการวิจัย การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อนิสัยรักการอ่านของนักเรียน ระดับมัธยมศึกษา
ตอนต้น โรงเรียนหินกอง(พิบูลอนุสรณ์) อำเภอหนองแค
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 2
ชื่อผู้วิจัย นายสุชาติ งามมานะ
ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการโรงเรียนหินกอง(พิบูลอนุสรณ์)
ปีที่ศึกษา 2553
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
การอ่านฝึกการคิด จินตนาการ การอ่านเป็นการสื่อภาษาด้วยตัวหนังสือทำให้ต้องมีการแปลเป็นภาพ เป็นการบริหารสมอง เพราะต้องมีการใช้ความคิด จินตนาการ ตามสิ่งที่ผู้เขียนได้สื่อออกมา อันจะช่วยก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ต่อสิ่งที่ได้อ่าน การอ่านฝึกการคิดอย่างมีระบบ การอ่านเป็นการเรียนรู้คำต่างๆ ทำให้มีการจัดระเบียบความคิด และการพัฒนาความคิดอย่างมีระบบ มีเหตุมีผล การอ่านจะช่วยให้เด็กมีระบบความคิดที่ดี ซึ่งจะส่งผลดีทั้งในด้านการสื่อสารของเด็ก เด็กจะสามารถถ่ายทอดความคิดด้านการพูดและการเขียนออกมาได้อย่างเป็นระบบ และในด้าน การกระทำที่เป็นระบบ การอ่านฝึกสมาธิ การอ่านช่วยให้เด็กจดจ่ออยู่กับตัวหนังสือได้เป็นเวลานานซึ่งจะช่วยฝึกให้เด็กมีสมาธิและมีความอดทนในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การอ่านฝึกทักษะการเรียนรู้ ในระดับที่สูงขึ้น เด็กจำเป็นต้องได้รับความรู้จากการอ่านเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้ลึกซึ้งสมกับวัย ที่เติบโตขึ้น เนื่องจากการอ่านยังคงเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ที่ทรงพลัง ข้อมูลความรู้ ที่เก็บอยู่ในรูปตัวอักษรนั้น ยังคงเป็นรูปแบบเดียวที่มีจำนวนมากที่สุด และลึกซึ้งมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือตำราต่างๆ นับเป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางปัญญาที่ยิ่งใหญ่ในการพัฒนาตนเอง(เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2550 : ออนไลน์)
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น ป.3 ในปีการศึกษา 2551 ทั่วประเทศ จำนวน 782,284 คน จาก 31,269 โรงเรียน ใน 3 ด้าน คือ การเขียน การอ่าน และการคิดคำนวณ จากผลการวิเคราะห์ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 52 พบว่า ด้านการเขียน มีนักเรียนอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องปรับปรุง 82,391 คน หรือร้อยละ 10.53 และ เขียนไม่ได้ จำนวน 45,477 คน ร้อยละ 5.81, ด้านการอ่าน ต้องปรับปรุง 32,524 คน ร้อยละ 3.52 และอ่านไม่ได้ 32,699 คน ร้อยละ 4.18 ส่วนด้านการคิดคำนวณ ต้องปรับปรุง 156,770 คน ร้อยละ 20.04 และคิดคำนวณไม่ได้ 31,460 คน ร้อยละ 4.02 (สมเกียรติ ชอบผล, 2552 : ออนไลน์)
และจากการสำรวจการอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ. 2551 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบข้อสรุปเกี่ยวกับการอ่านหนังสือของประชากร อัตราการอ่านหนังสือ นอกเวลาเรียน/นอกเวลาทํางาน พบว่า คนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปมีอัตราการอ่านหนังสือร้อยละ 66.3 ผู้ชายมีอัตราการอ่านหนังสือสูงกว่าผู้หญิงเล็กน้อย กลุ่มวัยเด็ก มีอัตราการอ่านหนังสือสูงสุด รองลงมาคือกลุ่ม เยาวชน กลุ่มวัยทํางาน และต่ำสุดคือกลุ่มวัยสูงอายุ ระดับการศึกษา มีความสัมพันธ์เชิงบวก กล่าวคือผู้มีระดับการศึกษาที่สูงกว่า มีอัตราการอ่านหนังสือสูงกว่าผู้มีการศึกษาระดับต่ำกว่า เวลาเฉลี่ยที่ใช้อ่านหนังสือนอกเวลาเรียน/นอกเวลาทํางาน สําหรับผู้อ่านหนังสือที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปใช้เวลา อ่านหนังสือนอกเวลาเรียน/นอกเวลาทํางานเฉลี่ย 39 นาทีต่อวัน โดยกลุ่มเยาวชนใช้เวลาอ่านหนังสือฯ เฉลี่ย 46 นาทีต่อวัน มากกว่ากลุ่มวัยอื่นที่ใช้เวลาอ่านหนังสือ ใกล้เคียงกันคือ ประมาณ 37-39 นาทีต่อวัน จากสถิติดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่สื่อต่างๆ ในการให้ความรู้ความบันเทิงเข้ามามีอิทธิพลต่อเด็กไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งน่าเป็นห่วงว่าเด็กไทยจะอ่านหนังสือน้อยลง
สาเหตุที่คนไทยขาดนิสัยรักการอ่าน คือ ไม่เห็นความสำคัญของการอ่าน คนไทยส่วนหนึ่งอ่านหนังสือไม่ออกหรืออ่านหนังสือออกแต่อ่านไม่แตกฉาน หนังสือสำหรับอ่านมีปริมาณน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการ คนไทยขาดการกระตุ้นและส่งเสริมให้มีนิสัยรักการอ่าน ความบกพร่องทางร่างกายที่มีผลกระทบต่อการอ่านส่งผลทำให้ไม่สนใจการอ่าน ความสามารถทางสมอง ความพร้อมที่จะเรียนอ่าน สภาพอารมณ์ สภาพเศรษฐกิจ อิทธิพลจากสื่ออื่น(ศรีรัตน์ เจิงกลิ่นจันทร์, 2542 : 35 – 41) สังคมไทยไม่พัฒนาไปตามศักยภาพที่มีอยู่ เนื่องจากคนไม่ชอบอ่านหนังสือ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ การศึกษาทั้งหมดของคนไทย ส่วนใหญ่จะได้มาจากมหาวิทยาลัย ไม่มีการอ่านหนังสือข้างนอก ทำให้โลกทัศน์แคบ อาจเป็นไปได้ว่าระบบโรงเรียน และระบบครอบครัวยังไม่สามารถปลูกฝังอุปนิสัยให้เกิดการรักการอ่าน เนื่องจากห้องสมุดไม่พอ ห้องสมุดไม่พร้อม(อานันท์ ปันยารชุน, อ้างถึงใน ฉวีวรรณ คูหาภินันทน์, 2542 : 30)
อย่างไรก็ตามแม้จะได้มีการตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านและความจำเป็นที่จะต้องปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเยาวชน แต่สภาพความเป็นจริงในสังคม สภาพแวดล้อมรอบๆตัวเด็กไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า สถานเริงรมย์ หรือสื่อต่างๆ ในการให้ความรู้ ความบันเทิง เช่น ภาพยนตร์ วิทยุ โทรทัศน์ วีดีโอเกมได้พัฒนาไปมาก สิ่งเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อการดึงดูดเยาวชนไปจากการอ่าน ทำให้เวลาว่างของเด็กหมดไปกับสิ่งเหล่านี้ ยิ่งเยาวชนของเราไม่ได้มีการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านมาตั้งแต่เล็กๆ เป็นเหตุให้กิจกรรมการอ่านในชีวิตประจำวันถูกละเลยไปในที่สุด
ดังนั้นการส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ควรให้เด็กเริ่มต้นอ่านหนังสือซึ่งเป็นเรื่องราวที่อยู่ในความต้องการและความสนใจของเด็กมิใช่แบบเรียนหรือตำราเรียนที่พ่อแม่และครูบังคับให้อ่าน เด็กส่วนมากต้องการอ่านหนังสือและอยากจะอ่านหนังสือทันที ถ้าหนังสือเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เด็กสนใจและต้องการ นอกจากนี้สภาพแวดล้อมทั้งในและนอกโรงเรียน มีส่วนสนับสนุนและส่งเสริมทำให้เด็กมีนิสัย รักการอ่าน เด็กที่มาจากครอบครัวที่รักการอ่าน อ่านหนังสือเป็นประจำและรู้คุณค่าของการอ่านจะมีความรอบรู้ ความชำนาญเรื่องการอ่านมากกว่าเด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่สนใจการอ่านและไม่เคยพูดถึงเรื่องราวและสิ่งต่างๆที่ได้อ่าน ส่วนสภาพแวดล้อมทางโรงเรียน เช่น จำนวนหนังสือที่มีอยู่ ประเภทของหนังสือ และการสนับสนุนของครูจะมีอิทธิพลดึงดูดความสนใจของเด็กเข้าไปสู่ การอ่านได้อย่างมากเช่นกัน(Smith and Johnson, 1976 อ้างถึงใน สุขุม เฉลยทรัพย์, 2531 : 142) ดังนั้นผู้ปกครองที่บ้านและครูที่โรงเรียน จึงมีบทบาทอันสำคัญยิ่งในการที่จะส่งเสริมให้เด็กได้รู้จัก คุ้นเคย มีความรักและเห็นคุณค่าของหนังสือ เป็นการสร้างทัศนคติที่ดีให้เกิดขึ้นกับเด็กเกี่ยวกับการอ่าน อันอาจนำไปสู่ความสำเร็จในการเรียน และพัฒนาตนเองให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การที่บุคคลจะมีนิสัยรักการอ่านได้นั้น น่าจะมีทัศนคติด้านการอ่านเกิดขึ้นด้วย เช่น ถ้าเรามีทัศนคติที่ดีต่อการอ่านเราย่อมอยากจะอ่าน เพราะเห็นว่าการอ่านเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตนเอง(พรปวีร์ บุญสนอง, 2548 : 47)
จากการประเมินความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนหินกอง(พิบูลอนุสรณ์) ปีการศึกษา 2552 เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2552 สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ออกแบบเครื่องมือประเมินความสามารถด้านการอ่านของนักเรียน แบบประเมินมี 4 ระดับ ผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนหินกอง(พิบูลอนุสรณ์) มีผลประเมินดังนี้
แบบประเมินระดับที่ 1 นักเรียนเข้ารับการประเมิน 34 คน คะแนนเต็ม 50 คะแนน ใช้เวลาในการทำแบบประเมิน 90 นาที ค่าเฉลี่ยได้ 37.74 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานได้ 6.63 คะแนนสูงสุดคือ 46 คะแนน คะแนนต่ำสุดคือ 8 คะแนน มีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์หรือทำคะแนนไม่ถึง 25 คะแนน มีจำนวน 1 คน
แบบประเมินระดับที่ 2 นักเรียนเข้ารับการประเมิน 32 คน คะแนนเต็ม 50 คะแนน ใช้เวลาในการทำแบบประเมิน 90 นาที ค่าเฉลี่ยได้ 28.63 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานได้ 5.84 คะแนนสูงสุดคือ 39 คะแนน คะแนนต่ำสุดคือ 14 คะแนน มีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์หรือทำคะแนนไม่ถึง 25 คะแนน มีจำนวน 1 คน
แบบประเมินระดับที่ 3 นักเรียนเข้ารับการประเมิน 34 คน คะแนนเต็ม 70 คะแนน ใช้เวลาในการทำแบบประเมิน 120 นาที ค่าเฉลี่ยได้ 28.62 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานได้ 8.33 คะแนนสูงสุดคือ 47 คะแนน คะแนนต่ำสุดคือ 11 คะแนน มีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์หรือทำคะแนนไม่ถึง 35 คะแนน มีจำนวน 25 คน
แบบประเมินระดับที่ 4 นักเรียนเข้ารับการประเมิน 37 คน คะแนนเต็ม 80 คะแนน ใช้เวลาในการทำแบบประเมิน 120 นาที ค่าเฉลี่ยได้ 37.46 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานได้ 10.66 คะแนนสูงสุดคือ 55 คะแนน คะแนนต่ำสุดคือ 11 คะแนน มีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์หรือทำคะแนนไม่ถึง 40 คะแนน มีจำนวน 17 คน
จากที่กล่าวมา จึงทำให้ผู้วิจัยเห็นความสำคัญของการอ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับที่สูงกว่าประถมศึกษา คือ ระดับมัธยมศึกษาเพราะเด็กในวัยนี้เป็นวัยที่ต้องการอิสรภาพ ต้องการค้นพบความจริงด้วยตนเอง และต้องการแสวงหาอุดมคติในชีวิต ประกอบกับคนที่เรียนในระดับนี้ต้องใช้ทักษะการอ่านเพื่อการค้นคว้าหาความรู้ เพราะการศึกษาในปัจจุบันต้องอาศัยการอ่านเป็นเครื่องมือในการศึกษาด้วยตนเอง พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลาภพฤฒิยากรได้ตรัสในพิธีเปิดการสัมมนาหนังสือเด็ก อายุ 11 – 16 ปี ว่า “หนังสือเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณค่าแก่มนุษย์เป็นอย่างมาก การเสริมสร้างให้เด็กรักการอ่านและรู้คุณค่าของหนังสือเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ควรกระทำ เป็นเสมือนการแผ้วทางชีวิตให้เดินไปสู่อนาคตอันแจ่มใส เป็นวิธีพัฒนาคนที่แนบเนียนและงดงาม” (พรปวีร์ บุญสนอง, 2548 : 34) และผู้วิจัยเห็นว่าการศึกษาระดับนี้ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับ เป็นพื้นฐานการศึกษาในระดับสูง การสร้างนิสัยรักการอ่านจึงมีความจำเป็นต่อการเรียนของนักเรียน และเพื่อการมีนิสัยรักการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองตลอดไป
ความมุ่งหมายของการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายดังต่อไปนี้
1. เพื่อศึกษาปัจจัยทั่วไป ปัจจัยด้านการส่งเสริมการอ่าน ปัจจัยด้านทัศนคติต่อการอ่านของนักเรียน และนิสัยรักการอ่านของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนหินกอง(พิบูลอนุสรณ์)
2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทั่วไป ปัจจัยด้านการส่งเสริมการอ่าน ปัจจัยด้านทัศนคติต่อการอ่านของนักเรียน กับนิสัยรักการอ่านของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนหินกอง(พิบูลอนุสรณ์)
3. เพื่อศึกษาปัจจัยทั่วไป ปัจจัยด้านการส่งเสริมการอ่าน ปัจจัยด้านทัศนคติต่อการอ่านของนักเรียน ที่มีผลต่อนิสัยรักการอ่านของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนหินกอง(พิบูล-อนุสรณ์)
ความสำคัญของการวิจัย
ผลการวิจัยในครั้งนี้ ทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและสร้างนิสัยรักการอ่านให้แก่นักเรียนได้ทราบและตระหนักถึงบทบาทของปัจจัยที่มีผลต่อนิสัยรักการอ่าน เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางนโยบายในการส่งเสริมและสร้างนิสัยรักการอ่านของนักเรียนต่อไป
ขอบเขตของการวิจัย
1. ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนหินกอง(พิบูลอนุสรณ์) ปีการศึกษา 2552 จำนวน 446 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2552)
2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย
ผู้วิจัยได้กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie and Morgan(บุญชม ศรีสะอาด, 2545 : 43) ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 205 คน
3. ตัวแปรที่ศึกษา
3.1 ตัวแปรอิสระ แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่
3.1.1 ปัจจัยทั่วไป
(1) เพศ
(2) อายุ
(3) ระดับชั้นเรียน
(4) ระดับผลการเรียนเฉลี่ยของนักเรียน
(5) รายรับที่นักเรียนได้รับจากผู้ปกครอง
(6) รายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหนังสือของนักเรียน
(7) ระดับการศึกษาของผู้ปกครอง
(8) อาชีพของผู้ปกครอง
(9) รายได้รวมของผู้ปกครอง
3.1.2 ปัจจัยด้านการส่งเสริมการอ่าน
(1) การส่งเสริมการอ่านจากครอบครัว
(2) การส่งเสริมการอ่านจากโรงเรียน
3.1.3 ปัจจัยด้านทัศนคติต่อการอ่านของนักเรียน
3.2 ตัวแปรตาม คือ นิสัยรักการอ่านของนักเรียน
สรุปผลการดำเนินการวิจัย
1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 52.7 และเป็น เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 47.3 อายุ 14 ปีมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 35.1 รองลงมาอายุ 13 ปี คิดเป็น ร้อยละ 32.7 อายุ 15 ปี คิดเป็นร้อยละ 25.4 อายุมากกว่า 15 ปี คิดเป็นร้อยละ 3.9 และอายุต่ำกว่า 13 ปีน้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 2.9 ศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 34.1 รองลงมาศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 คิดเป็นร้อยละ 33.7 และศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 น้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 32.2 นักเรียนมีผลการเรียนเฉลี่ย 3.01 – 3.50 มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 29.8 รองลงมาเป็นนักเรียนมีผลการเรียนเฉลี่ย 3.51 – 4.00 คิดเป็นร้อยละ 20.0 นักเรียนมีผลการเรียนเฉลี่ย 2.51 – 3.00 คิดเป็นร้อยละ 16.1 นักเรียนมีผลการเรียนเฉลี่ย 2.01 – 2.50 คิดเป็นร้อยละ 12.2 นักเรียนมีผลการเรียนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 คิดเป็นร้อยละ 10.2 นักเรียนมีผลการเรียนเฉลี่ย 1.51 – 2.00 คิดเป็นร้อยละ 9.3 และนักเรียนมีผลการเรียนเฉลี่ยต่ำกว่า 1.00 น้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 2.4 ได้รับเงินจากผู้ปกครอง ต่ำกว่า 1,000 บาท/เดือนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 51.2 รองลงมาได้รับเงินจากผู้ปกครอง 1,000 – 1,499 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 29.3 ได้รับเงินจากผู้ปกครอง 1,500 – 1,999 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ8.3 ได้รับเงินจากผู้ปกครอง 2,000 – 2,499 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 4.4 ได้รับเงินจากผู้ปกครอง 2,500 – 2,999 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ2.4 ได้รับเงินจากผู้ปกครอง 3,000 – 3,499 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 2.4 ได้รับเงินจากผู้ปกครองมากกว่า 4,000 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 1.5 และได้รับเงินจากผู้ปกครอง 3,500 – 4,000 บาท/เดือนน้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 0.5 นักเรียนไม่ซื้อหนังสือมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 53.7 และนักเรียนซื้อหนังสือ คิดเป็นร้อยละ 46.3 ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการซื้อหนังสือ 100 – 199 บาท/เดือน มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 43.2 รองลงมามีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการซื้อหนังสือต่ำกว่า 100 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 27.4 มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการซื้อหนังสือ 200 – 299 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 17.9 มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการซื้อหนังสือ มากกว่า 500 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 3.2 มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการซื้อหนังสือ 300 – 399 บาท/เดือน และมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการซื้อหนังสือ 400 – 500 บาท/เดือนน้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 4.2 ผู้ปกครองจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 28.3 รองลงมาผู้ปกครองจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ปีที่ 6/ปวช. คิดเป็นร้อยละ 23.4 ผู้ปกครองจบการศึกษาประถมศึกษาปีที่ 6 คิดเป็นร้อยละ 20.5 ผู้ปกครองจบการศึกษาระดับต่ำกว่าประถมศึกษาปีที่ 6 คิดเป็นร้อยละ16.6 ผู้ปกครองจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 4.9 ผู้ปกครองจบการศึกษาระดับ ปวส./อนุปริญญา คิดเป็นร้อยละ3.9 และผู้ปกครองจบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีน้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 2.4 ผู้ปกครองรับจ้างมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 62.0 รองลงมาผู้ปกครองค้าขาย คิดเป็นร้อยละ 18.5 ผู้ปกครองรับราชการ/รัฐวิสาหกิจ คิดเป็นร้อยละ 5.9 ผู้ปกครองทำงานบริษัทเอกชน คิดเป็นร้อยละ 5.9 ผู้ปกครองประกอบธุรกิจส่วนตัว คิดเป็นร้อยละ 4.4 ผู้ปกครองเป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 2.4 และผู้ปกครองมีอาชีพเกษตรกรรมน้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 1.0 ผู้ปกครองมีรายได้ 5,000 – 9,999 บาท/เดือนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 38.5 รองลงมาผู้ปกครองของนักเรียนมีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 20.5 ผู้ปกครองมีรายได้ 10,000 – 14,999 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 19.5 ผู้ปกครองมีรายได้ 15,000 – 19,999 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 6.3 ผู้ปกครองมีรายได้ 20,000 – 24,999 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 3.9 ผู้ปกครองมีรายได้ 30,000 – 34,999 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 3.9 ผู้ปกครองมีรายได้ 25,000 – 29,999 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 2.9 ผู้ปกครองมีรายได้มากกว่า 40,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 2.9 และผู้ปกครองมีรายได้ 35,000 – 40,000 บาท/เดือน น้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 1.5
2. ปัจจัยที่มีผลต่อนิสัยรักการอ่าน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับปานกลาง 3 ด้าน และมาก 1 ด้าน โดยด้านที่ค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ การส่งเสริมการอ่านจากโรงเรียน รองลงมา คือ นิสัยรักการอ่าน การส่งเสริมการอ่านจากครอบครัว และทัศนคติต่อการอ่านของนักเรียน จำแนกรายด้านได้ดังนี้
2.1 การส่งเสริมการอ่านจากครอบครัวอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 ลำดับ คือ บิดามารดาหรือผู้ปกครองชมเชยนักเรียนทุกครั้งที่นักเรียนแสดงความสามารถในการอ่าน รองลงมาสองอันดับคือ สมาชิกในบ้านของนักเรียนหาเวลาว่างอ่านหนังสือด้วยกัน บิดามารดาหรือผู้ปกครองให้เงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากเงินประจำที่ให้นักเรียนเพื่อให้นักเรียนไปซื้อหนังสืออ่าน ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ บิดามารดาหรือผู้ปกครองให้คำแนะนำในการเลือกซื้อหนังสือ
2.2 การส่งเสริมการอ่านจากโรงเรียนอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 ลำดับ คือ ห้องสมุดโรงเรียนมีการจัดกิจกรรมประกวดแข่งขันตอบปัญหาจากหนังสือให้นักเรียนเสมอ รองลงมาสองอันดับคือ ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยให้นักเรียนค้นคว้าหาความรู้จากหนังสือในห้องสมุดโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ บริเวณโรงเรียนมีบริการหนังสือตามจุดต่างๆของโรงเรียนไว้ให้นักเรียนอ่าน ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ครูบรรณารักษ์ให้บริการนักเรียนด้วยดี
2.3 ทัศนคติต่อการอ่านของนักเรียนอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 ลำดับ คือ การอ่านหนังสือทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน รองลงมาสองอันดับคือ การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่าย* นักเรียนสามารถฝึกความคิดและสร้างจินตนาการได้เองขณะอ่านหนังสือ ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ข้อ การอ่านหนังสือทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
2.4 นิสัยรักการอ่านของนักเรียนอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 ลำดับ คือ นักเรียนอ่านหนังสือทุกชนิด ทุกประเภท รองลงมาสองอันดับคือ เมื่อนักเรียนต้องเดินทางไปที่ต่างๆจะนำหนังสือติดตัวไปด้วย นักเรียนแนะนำหนังสือที่นักเรียนอ่านมาแล้วให้เพื่อนๆอ่านด้วย ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ นักเรียนมักยืมหนังสือจากห้องสมุดโรงเรียนไปอ่านที่บ้าน
3. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยด้านการส่งเสริมการอ่าน และปัจจัยด้านทัศนคติต่อการอ่านของนักเรียน กับนิสัยรักการอ่านของนักเรียน
3.1 อายุ, ระดับผลการเรียนเฉลี่ยของนักเรียน, รายรับที่นักเรียนได้รับจากผู้ปกครอง,รายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหนังสือของนักเรียน, ระดับการศึกษาของผู้ปกครอง, อาชีพของผู้ปกครอง และรายได้รวมของผู้ปกครองกับนิสัยรักการอ่านของนักเรียนมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนเพศและระดับชั้นเรียนกับนิสัยรักการอ่านของนักเรียนไม่มีความสัมพันธ์กัน
3.2 การส่งเสริมการอ่านจากครอบครัวและการส่งเสริมการอ่านจากโรงเรียนกับนิสัยรักการอ่านของนักเรียนมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
3.3 ทัศนคติต่อการอ่านของนักเรียนกับนิสัยรักการอ่านของนักเรียนมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
4. วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยด้านการอ่านของนักเรียน ปัจจัยด้านการส่งเสริมการอ่าน และปัจจัยด้านทัศนคติต่อการอ่านของนักเรียน ที่มีผลต่อนิสัยรักการอ่านของนักเรียน
4.1 เพศสามารถทำนายนิสัยรักการอ่านของนักเรียนได้มากที่สุด และระดับการศึกษาของผู้ปกครองสามารถทำนายนิสัยรักการอ่านของนักเรียนได้ตามลำดับ ส่วนอายุ, ระดับชั้นเรียน, ระดับผลการเรียนเฉลี่ยของนักเรียน, รายรับที่นักเรียนได้รับจากผู้ปกครอง, รายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหนังสือของนักเรียน ,อาชีพของผู้ปกครอง และรายได้รวมของผู้ปกครองไม่สามารถทำนายนิสัย รักการอ่านของนักเรียนได้
4.2 การส่งเสริมการอ่านจากครอบครัวสามารถทำนายนิสัยรักการอ่านของนักเรียนได้มากที่สุด และการส่งเสริมการอ่านจากโรงเรียนสามารถทำนายนิสัยรักการอ่านของนักเรียนได้ตามลำดับ
4.3 ทัศนคติต่อการอ่านของนักเรียนสามารถทำนายนิสัยรักการอ่านของนักเรียนได้
อภิปรายผลการวิจัย
1. การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อนิสัยรักการอ่าน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับปานกลาง 3 ด้าน และมาก 1 ด้าน โดยด้านที่ค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ การส่งเสริมการอ่านจากโรงเรียน รองลงมา คือ นิสัยรักการอ่าน การส่งเสริมการอ่านจากครอบครัว และทัศนคติต่อการอ่านของนักเรียน จำแนกรายด้านได้ดังนี้
1.1 การส่งเสริมการอ่านจากครอบครัวอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 ลำดับ คือ บิดามารดาหรือผู้ปกครองชมเชยนักเรียนทุกครั้งที่นักเรียนแสดงความสามารถในการอ่าน รองลงมาสองอันดับคือ สมาชิกในบ้านของนักเรียนหาเวลาว่างอ่านหนังสือด้วยกัน บิดามารดาหรือผู้ปกครองให้เงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากเงินประจำที่ให้นักเรียนเพื่อให้นักเรียนไปซื้อหนังสืออ่าน ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ บิดามารดาหรือผู้ปกครองให้คำแนะนำในการเลือกซื้อหนังสือ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะรายได้ของผู้ปกครองส่วนใหญ่มีรายได้ต่อเดือนไม่มากจึงทำให้ไม่สามารถที่จะส่งเสริมและสนับสนุนบุตรหลานของตนได้อย่างเต็มที่
1.2 การส่งเสริมการอ่านจากโรงเรียนอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 ลำดับ คือ ห้องสมุดโรงเรียนมีการจัดกิจกรรมประกวดแข่งขันตอบปัญหาจากหนังสือให้นักเรียนเสมอ รองลงมาสองอันดับคือ ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยให้นักเรียนค้นคว้าหาความรู้จากหนังสือในห้องสมุดโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ บริเวณโรงเรียนมีบริการหนังสือตามจุดต่างๆของโรงเรียนไว้ให้นักเรียนอ่าน ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ครูบรรณารักษ์ให้บริการนักเรียนด้วยดี เนื่องจากโรงเรียนมีแหล่งเรียนรู้และห้องสมุดอยู่ในโรงเรียน ทำให้นักเรียนมีโอกาสในการค้นคว้าหาความรู้อยู่เสมอและช่วยส่งเสริมนักเรียนให้เป็นนักอ่าน
1.3 ทัศนคติต่อการอ่านของนักเรียนอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 ลำดับ คือ การอ่านหนังสือทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน รองลงมาสองอันดับคือ การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่าย* นักเรียนสามารถฝึกความคิดและสร้างจินตนาการได้เองขณะอ่านหนังสือ ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ข้อ การอ่านหนังสือทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เป็นเรื่องที่ผู้บริหารและครูต้องช่วยกันปรับปรุงและเพิ่มเติม ให้ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านหนังสือ สถานศึกษาและผู้ปกครอง ร่วมมือกันปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่นักเรียน โดยเริ่มจากครอบครัวต้องสนับสนุน ส่งเสริมการอ่านของเด็ก โดยไม่จำกัดว่าเป็นหนังสือประเภทใด ให้เด็กมีอิสระในการเลือกหนังสืออ่าน
การส่งเสริมจากครอบครัวจะกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจในการอ่าน สภาพแวดล้อมทั้งบุคคลแวดล้อม และพฤติกรรมในการอ่านหนังสือ นอกจากจะสร้างความสนใจแก่เด็กแล้ว ยังมีส่วนช่วยสร้างทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการอ่าน เห็นคุณค่าของหนังสือ และทำให้เห็นว่าการอ่านเป็นความ จำเป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิต
1.4 นิสัยรักการอ่านของนักเรียนอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 ลำดับ คือ นักเรียนอ่านหนังสือทุกชนิด ทุกประเภท รองลงมาสองอันดับคือ เมื่อนักเรียนต้องเดินทางไปที่ต่างๆจะนำหนังสือติดตัวไปด้วย นักเรียนแนะนำหนังสือที่นักเรียนอ่านมาแล้วให้เพื่อนๆอ่านด้วย ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ นักเรียนมักยืมหนังสือจากห้องสมุดโรงเรียนไปอ่านที่บ้าน เป็นผลจากจากปัจจัยทุกด้านซึ่งผู้บริหารและครูตลอดจนชุมชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน เพื่อที่ลูกหลานของเราในชุมชนจะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติต่อไป
2. การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อนิสัยรักการอ่านของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนหินกอง(พิบูลอนุสรณ์)ในแต่ละปัจจัยพบว่า
2.1 ปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยพื้นฐานกับนิสัยรักการอ่านของนักเรียน ทำให้ทราบว่าตัวแปรอายุ, ระดับผลการเรียนเฉลี่ยของนักเรียน, รายรับที่นักเรียนได้รับจากผู้ปกครอง, รายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหนังสือของนักเรียน, ระดับการศึกษาของผู้ปกครอง, อาชีพของผู้ปกครอง และรายได้รวมของผู้ปกครองกับนิสัยรักการอ่านของนักเรียนมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และเมื่อศึกษาปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อนิสัยรักการอ่านของนักเรียนทำให้ทราบว่าตัวแปรเพศสามารถทำนายนิสัยรักการอ่านของนักเรียนได้มากที่สุด และระดับการศึกษาของผู้ปกครองสามารถทำนายนิสัยรักการอ่านของนักเรียนได้ตามลำดับ เป็นการพยากรณ์ได้ว่าเพศมีส่วนสำคัญเกี่ยวกับนิสัยรักการอ่านของนักเรียน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ จิตรลดา ไมตรีจิตต์ (2549 : 59) ที่ได้ศึกษา การศึกษานิสัยรักการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สำนักงานเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ที่พบว่านักเรียนหญิงมีนิสัยรักการอ่านมากกว่านักเรียนชาย และการศึกษาของผู้ปกครองก็มีส่วนสำคัญต่อนิสัยรักการอ่านของนักเรียน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ จิตรลดา ไมตรีจิตต์ (2549 : 59) ที่ได้ศึกษา การศึกษานิสัยรักการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 สำนักงานเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ที่พบว่าผู้ปกครองที่มีการศึกษาสูงเด็กจะมีนิสัยรักการอ่านมากตามไปด้วย ทั้งนี้เนื่องจากว่า การศึกษาของผู้ปกครองมีส่วนสำคัญในการช่วยและสร้างนิสัยรักการอ่านให้แก่บุตรหลานของตน
2.2 ปัจจัยการอ่านของนักเรียน ซึ่งได้ศึกษาการส่งเสริมการอ่านจากครอบครัวและการส่งเสริมการอ่านจากโรงเรียนกับนิสัยรักการอ่านของนักเรียนมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และเมื่อศึกษาปัจจัยการส่งเสริมการอ่านจากครอบครัวสามารถทำนายนิสัยรักการอ่านของนักเรียนได้มากที่สุด และการส่งเสริมการอ่านจากโรงเรียนสามารถทำนายนิสัยรักการอ่านของนักเรียนได้ตามลำดับ ซึ่ง จิตรลดา ไมตรีจิตต์ (2549 : 23) ได้กล่าวถึง วิธีการสร้างแรงจูงใจให้เด็กรักการอ่าน ให้แสดงความชื่นชมในความพยายามของเขาที่จะอ่าน พ่อแม่ และครูควรใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไป และการยืดหยุ่นมากกว่าบังคับลูก กระตุ้นให้เขาได้ฝึกอ่าน และเป็นแบบอย่างในการอ่านที่ดี
2.3 ปัจจัยทัศนคติต่อการอ่านของนักเรียน ซึ่งได้ศึกษาทัศนคติต่อการอ่านของนักเรียนกับนิสัยรักการอ่านของนักเรียนมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และเมื่อศึกษาปัจจัยทัศนคติต่อการอ่านของนักเรียนสามารถทำนายนิสัยรักการอ่านของนักเรียนได้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ พนา ทองมีอาคมและคณะ (2550) ที่ได้ศึกษา นิสันรักการอ่าน ทัศนคติและความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการอ่านต่อผลการเรียน ที่พบว่า ความสามรถในการอ่านและระดับผลการเรียนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ถ้าทั้งครูและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการอ่าน ก็จะช่วยให้เยาวชนมีนิสัยในการรักการอ่านที่ดีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสังคมและประเทศของเรา เพราะเด็กในวันนี้ก็คืออนาคตในวันข้างหน้า
ข้อเสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะสำหรับการนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้
1.1 ผู้บริหารโรงเรียน ควรจัดสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนให้เอื้อต่อการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน
1.2 ครู ควรมีส่วนสำคัญในการช่วยเสริมสร้างทัศนคติที่ดีในการอ่านหนังสือของนักเรียน และปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับนักเรียน
1.3 ผู้ปกครอง ควรมีส่วนสำคัญในการสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับนักเรียน เพราะไม่ว่าครูหรือทางโรงเรียนจะพยายามแค่ไหน แต่ถ้าผู้ปกครองไม่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนแล้วนิสัย รักการอ่านของเด็กก็จะไม่มีทางสำเร็จ
2. ข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยครั้งต่อไป
2.1 ควรมีการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อนิสัยรักการอ่านของนักเรียนในระดับต่างๆ ให้ครอบคลุมทั้งจังหวัดสระบุรี
2.2 ควรมีการศึกษาตัวแปรอื่นที่ส่งผลต่อนิสัยรักการอ่าน เช่น พฤติกรรมของผู้ปกครองที่ส่งผลต่อนิสัยรักการอ่านของนักเรียน เป็นต้น